การศึกษา , , , , , , ,

จัดการเรียนการสอนอย่างไรในสถานการณ์โควิด-19: จากบทเรียนต่างประเทศสู่การจัดการเรียนรู้ของไทย

ในเหตุการณ์วัววิด-19 ระบาด พวกเราควรจะเปลี่ยนแปลงให้ทุกๆที่เปลี่ยนเป็นสถานที่เรียน เนื่องจากการเรียนยังจำต้องดำเนินอยู่แม้นักเรียนไม่อาจจะไปสถานที่เรียนตามธรรมดา ในหลายประเทศป้ายประกาศมาตรการปิดสถานที่เรียน รัฐบาลชอบออกมาตรการด้านการศึกษามารองรับ ด้วยการศึกษาระยะไกลต้นแบบต่างๆโดยพิเคราะห์จากข้อแม้ความพร้อมเพรียงด้านเครื่องไม้เครื่องมือ ความพร้อมเพรียงของบิดามารดา รวมทั้งความพร้อมเพรียงตามตอนวัยของเด็ก

สำหรับเมืองไทย ความท้าสำหรับเพื่อการเปลี่ยนแปลงคราวนี้ไม่ใช่แค่การจัดการกับปัญหาเฉพาะหน้าในเหตุการณ์วัววิด-19 เพียงแค่นั้น แต่ว่าต้องเป็นการ “เปลี่ยนแปลงวิกฤติให้เป็นจังหวะ” ในการพัฒนาประสิทธิภาพการเล่าเรียนการสอนให้ดีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพราะฉะนั้นมาตรการการศึกษาของไทยก็เลยไม่สมควรปรับเพียงแค่แนวทางการเรียนรู้ในห้องเรียน แม้กระนั้นจะต้องปรับใหญ่อีกทั้งระบบการเรียนที่จำเป็นต้องสอดคล้องต้องกันรวมทั้งเชื่อมโยงกับการศึกษาของเด็ก โดยควรจะดำเนินงานดังต่อไปนี้

1. กระชับหลักสูตร ปรับให้สอดคล้องกับเหตุการณ์วัววิด-19 รวมทั้งติดต่อสื่อสารให้ผู้ที่มีการเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนรู้ หลักสูตรการเรียนรู้รากฐานของไทยในขณะนี้ เน้นย้ำรายละเอียดมากมาย คุณครูจำเป็นที่จะต้องใช้เวลาเยอะแยะเพื่อสอนได้ครบสมบูรณ์ และไม่เอื้อให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม (Active Learning) สักเท่าไหร่ รวมทั้งถ้าหากยังคงใช้หลักสูตรเดิมสำหรับเพื่อการเรียนการสอนภายใต้เหตุการณ์วัววิด-19 คุณครูต้องใช้เวลาสอนมากยิ่งขึ้นเพื่อสอนให้ครบ การปรับหลักสูตรให้กระชับพร้อมกันไปกับจัดอันดับจุดสำคัญ แล้วก็บรรเทาตัวชี้วัดเรื่องส่วนประกอบเวลาเรียนจะสามารถช่วยลดแรงกดดัน โดยยังคงประสิทธิภาพอย่างต่ำไว้ได้ แบบอย่างของ รัฐ Alberta ประเทศแคนาดา ได้กระชับหลักสูตรโดยย้ำรายละเอียดต้องตามมาตรฐานของแต่ละตอนวัย เพื่ออาจารย์สามารถนำไปวางแผนสอนแล้วก็ใช้เวลาได้อย่างเหมาะควร แล้วก็ออกคู่มือหลักสูตรฉบับย่อสำหรับผู้ดูแล เพื่อติดต่อสื่อสารให้เข้าใจในเรื่องหลักสูตรที่เปลี่ยนไป

หลักสูตรศูนย์กลางไทยแยกเป็นชนิดและประเภทตัวชี้วัดแล้ว แต่ว่าจะต้องเพิ่มความกระจ่างสำหรับการติดต่อสื่อสารแก่อาจารย์และก็ผู้ดูแล หลักสูตรศูนย์กลางของไทยระบุตัวชี้วัด “จำต้องทราบ” รวมทั้ง “ควรจะทราบ” ในแต่ละสาระวิชาแล้ว แม้กระนั้นจำต้องเพิ่มความแน่ชัด โดยเจาะจงรายละเอียดต้องของแต่ละตอนวัย แล้วก็เปิดให้คุณครูมีอิสระสำหรับการจัดแจงศึกษารายละเอียดส่วนอื่นๆตามสมควร ในเวลาเดียวกันกระทรวงศึกษาธิการควรจะให้เรียนนิเทศก์ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ฝึกสอนให้แก่อาจารย์ โดยให้คำปรึกษาสำหรับการเลือกตัวชี้วัดและก็รายละเอียดนอกจากส่วนที่จำเป็นจะต้องเพื่อเหมาะสมกับบริบทรวมทั้งเหตุการณ์ของพื้นที่ ทั้งกระทรวงศึกษาธิการควรจะออกคู่มือหลักสูตรฉบับย่อสำหรับผู้ดูแล เพื่อผู้ดูแลรู้เรื่องหน้าที่ใหม่ รวมทั้งสามารถติดตามการศึกษาของเด็กได้

นอกนั้น สถานที่เรียนจำเป็นต้องไม่ไม่เอาใจใส่การให้ความรู้ความเข้าใจแก่นักเรียนแต่ละตอนวัยสำหรับเพื่อการปกป้องตนเองจากโรคระบาด ซึ่งหน่วยงานอนามัยโลกได้ทำคู่มือไว้แล้ว

2. เพิ่มความยืดหยุ่นขององค์ประกอบเวลาเรียนและก็ความมากมายของต้นแบบการเรียน ความยืดหยุ่นสำหรับเพื่อการใช้เวลารวมทั้งการเลือกต้นแบบการศึกษาเล่าเรียนจะมีผลให้คุณครูสามารถวางแบบหน่วยการเรียนที่สมควรแล้วก็ผลักดันการเรียนรายตัว (personalized learning) ได้ ดังแบบอย่างของรัฐ Alberta ประเทศแคนาดา ซึ่งมีแนวทางเกื้อหนุนให้คุณครูจัดแจงศึกษาด้วยแบบผสม (blended learning) โดยชี้แนะการกำหนดปริมาณชั่วโมงการศึกษาแบบอย่างต่างๆอาทิเช่น

ชั่วโมงทำความเข้าใจผ่านหน้าจอสำหรับเด็กแต่ละตอนวัย โดยคิดถึงความก้าวหน้าด้านร่างกาย (ปัญหาเกี่ยวกับสายตา) แล้วก็ความเจริญทางด้านสังคม (ความสัมพันธ์กับคนอื่น)
ชั่วโมงการเล่าเรียนด้วยตัวเองที่บ้านจากแนวทางการทำใบงาน ผลงาน ค้นคว้าด้วยตัวเอง แล้วก็
ชั่วโมงที่อาจารย์และก็ผู้เรียนทำกิจกรรมศึกษาด้วยกัน
ส่วนในกรณีของอเมริกา พบว่า ให้ความใส่ใจต่อการโต้ตอบของเด็กนักเรียนแต่ละคนแตกต่าง โดยทำฐานข้อมูลของสื่อการเล่าเรียนต่างๆที่อาจารย์รวมทั้งผู้เรียนสามารถเข้าถึงได้อย่างอิสระโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ยิ่งไปกว่านี้ ยังเปิดทางให้หน่วยงานอื่นๆแล้วก็แหล่งศึกษาในพื้นที่ อย่างเช่น พิพิธภัณฑสถาน หอสมุดชุมชน เข้ามามีส่วนร่วมสำหรับการเกื้อหนุนการเรียนของเด็ก ในช่วงเวลาที่นิวซีแลนด์จัดแจงชุดการเล่าเรียนเบื้องต้นให้เด็กนักเรียน ซึ่งมีคู่มือออนไลน์ และก็ชุดการศึกษา (สื่อแห้ง) เพื่อผู้เรียนทุกคนในขณะที่สามารถเข้าถึงและไม่สามารถเข้าถึงระบบเรียนทางเน็ตสามารถใช้ทำความเข้าใจได้

ในกรณีของไทย ถึงแม้หลักสูตรศูนย์กลางของไทยเปิดให้มีความยืดหยุ่นสำหรับในการระบุชั่วโมงเรียน แต่ว่าก็ยังมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับองค์ประกอบเวลาเรียนที่ค่อนข้างจะแข็ง โดยเหตุนี้ถ้าเกิดกระทรวงศึกษาธิการช่วยบรรเทาองค์ประกอบเวลาเรียนลง และก็เปิดทางทางการติดต่อสื่อสารให้คุณครูได้ถามไถ่คำถาม ก็จะช่วยสร้างความมั่นใจและความเชื่อมั่นให้แก่อาจารย์วางแบบการศึกษาอย่างยืดหยุ่น นอกเหนือจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการยังสามารถเปิดให้เอกชน แล้วก็ภาคประชากรสังคม ที่มีความชำนาญด้านระบบการศึกษาและก็สื่อการเรียน เข้ามามีส่วนร่วมปรับปรุง แลกอุปกรณ์และก็เคล็ดวิธีใหม่ๆซึ่งจะช่วยเพิ่มลู่ทางที่มากมายและก็เหมาะสมกับเด็กมากเพิ่มขึ้น

3. วางแบบหน่วยการเล่าเรียน รวมทั้งสอนอปิ้งมีแผนสำหรับการที่สมควร ในเหตุการณ์ที่แปรไป อาจารย์จำเป็นต้องเตรียมตัวก่อนจะมีการสอนแบบใหม่ กรรมวิธีการหนึ่งเป็น การออกแบบหน่วยการศึกษา ซึ่งจะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดการจัดการศึกษาฐานความสามารถข้างหลังการระบาดของวัววิดสิ้นสุดลง ดังนี้ควรจะเริ่มโดยการจัดกรุ๊ปตัวชี้วัดให้เป็นหน่วยการเล่าเรียน ซึ่งจะมีผลให้กลยุทธ์ทำความเข้าใจมีความยืดหยุ่นตามเหตุการณ์การระบาด ดังเช่นว่า คุณครูสามารถวางแบบหน่วยการเรียนหน่วยละ 2 อาทิตย์ เพื่อสอดคล้องกับช่วงเวลาการวัดเหตุการณ์การระบาด ดังนี้ ถ้าหากอาจารย์สามารถดีไซน์หน่วยการเรียนแต่ละหน่วยให้ร้อยเรียงกันอย่างมีระบบทั้งยังเทอมหรือตลอดปี ก็จะสามารถช่วยให้ผู้เรียนสามารถปรับปรุงตัวเองตามความสามารถเจริญเพิ่มขึ้น และก็ได้ปรับปรุงความสามารถการเล่าเรียนด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นความชำนาญต้องในการดำรงชีพในอนาคต

ในทางปฏิบัติ การจัดหน่วยการเรียนสามารถจัดตามรายละเอียดหรือตามข้อความสำคัญที่น่าดึงดูด และก็ยังสามารถบูรณาการผ่านวิชาหรือในวิชาเดียวกัน ต่อจากนั้นคุณครูควรจะระบุปัญหาสำคัญของแต่ละหน่วย แล้วก็วางแผนติดตามการเล่าเรียนเรียกตัวชี้วัดด้านวิชาความรู้ ความชำนาญ แล้วก็ทรรศนะอย่างแจ่มแจ้ง เลือกสื่อการเล่าเรียนที่เหมาะสมกับเด็ก รวมทั้งติดต่อกับบิดามารดาให้รู้ถึงหน้าที่ที่จะแปรไป

เพราะเหตุว่า การเสริมความถนัดวางแบบหน่วยการเล่าเรียน ตั้งปัญหา เลือกใช้สื่ออย่างเหมาะควรจะก่อให้คุณครูดีไซน์หน่วยการศึกษาได้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ฉะนั้นกระทรวงศึกษาธิการควรเกื้อหนุนการเพิ่มความถนัดพวกนี้ตามความปรารถนาของอาจารย์ในแต่ละพื้นที่ โดยบางครั้งอาจจะเปิดให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในภาครัฐ ภาคเอกชนแล้วก็ประชากรสังคม ช่วยปรับปรุงความสามารถอาจารย์ให้ตรงกับความสามารถที่ปรารถนา แล้วก็ส่งเสริมให้มีการเพิ่มความชำนาญให้แก่เล่าเรียนนิเทศก์ เพื่อเป็น “ผู้ฝึกสอนหน้างาน” ให้แก่อาจารย์ถัดไป

4. ยกฐานะการคาดการณ์เพื่อการพัฒนา (formative assessment) เพื่อไม่ให้เด็กพลาดโอกาสปรับปรุงวิชาความรู้แล้วก็ความชำนาญ เมื่อเด็กนักเรียนไปสถานศึกษาตามเดิมมิได้ คุณครูกับเด็กนักเรียนก็จะมีความเกี่ยวข้องต่อกันต่ำลง ทำให้คุณครูไม่สามารถที่จะติดตามความเจริญของเด็กนักเรียนได้สุดกำลัง อาจก่อให้ไม่อาจจะทราบปัญหาของเด็กนักเรียนได้ทันตามเวลา โดยยิ่งไปกว่านั้นวิชาความรู้ด้านภาษาแล้วก็การคำนวณ ซึ่งบางทีอาจจะเกิดโทษต่อการเล่าเรียนระยะยาว การวัดเพื่อปรับปรุงก็เลยไม่อาจจะลดหรือทอดทิ้งไปได้อีกทั้งการคาดคะเนเพื่อการเล่าเรียน (assessment for learning) ของเด็ก เพื่ออาจารย์รู้ถึงแนวทางในการศึกษาเรียนรู้ของเด็ก โดยจะสามารถให้ feedback กับเด็กและก็ปรับแนวทางทำความเข้าใจได้ตรงตามเหตุการณ์ รวมทั้งการคาดการณ์ซึ่งกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการศึกษา​ (assessment as learning) ของเด็ก โดยอาจารย์ให้โอกาสให้เด็กย้อนนึกถึงขั้นตอนเรียนของตน กรรมวิธีการนี้จะก่อให้เด็กมีความรับผิดชอบรวมทั้งเป็นเจ้าของการเล่าเรียนของตนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งเมื่อเด็กรู้เรื่องตัวเองก็จะเป็นจังหวะที่จะวางแผนทำความเข้าใจของตนร่วมกับผู้ดูแลแล้วก็คุณครูได้

การคาดการณ์เพื่อปรับปรุงอีกทั้ง 2 ลักษณะก็เลยจำเป็นต้องอาศัยการทำงานด้วยกันระหว่างเด็ก ผู้ดูแลรวมทั้งอาจารย์เยอะขึ้นเรื่อยๆ แนวทางหนึ่งที่สามารถทำได้คือ การวัดเพื่อปรับปรุงอย่างไม่เป็นทางการรายตัว (personalized check-ins) เพื่อติดตามการเล่าเรียน สุขภาพร่างกายรวมทั้งสุขภาพทางจิตของเด็กนักเรียน โดยให้ผู้ดูแลเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ในกรณีของเด็กโต บางครั้งก็อาจจะเพิ่มการวัดตัวเองรวมทั้งการวัดสหาย (self & peer assessment) เข้าไปด้วย ซึ่งจะมีคุณประโยชน์สำหรับการช่วยฝึกฝนความสามารถการสะท้อนคิดให้เด็กได้อีกทางหนึ่งด้วย

การประมาณเพื่อปรับปรุงจะไปถึงเป้าหมายก็เมื่อมีสิ่งแวดล้อมที่สมควรหมายถึง(1) มีการเสริมสมรรถนะคุณครูสำหรับในการใช้และก็วางแบบวัสดุประเมิน (2) มีการให้เอกชน และก็ภาคประชาชนสังคม ที่มีความชำนิชำนาญด้านการคาดการณ์เข้ามาร่วมปรับปรุงเครื่องไม้เครื่องมือการประมาณใหม่ๆรวมทั้ง (3) มีการเปิดเวที (platform) การแลกเปลี่ยนทำความเข้าใจระหว่างอาจารย์กับผู้ที่มีความชำนาญ

5. การคาดคะเนเพื่อยอมรับผิดรับถูกใจ (assessment for accountability) ยังคงควรจะไว้ แต่ว่าควรจะให้น้ำหนักการคาดการณ์จังหวะทางการเรียนของเด็ก มากยิ่งกว่าการประเมินวิชาความรู้ด้วยคะแนนสอบ เหตุการณ์โรคระบาดในขณะนี้ทำให้จำเป็นต้องใช้แบบอย่างการเล่าเรียนการสอนที่มากมาย ด้วยเหตุนั้น ประสิทธิภาพการศึกษาวิจัยที่เด็กจะได้รับในแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกัน ก็เลยไม่อาจจะใช้คะแนนวัดวิชาความรู้หรือความชำนาญเหมือนกันเพื่อกำเนิดความรับสารภาพรับถูกใจได้ มิฉะนั้นก็อาจจะเป็นผลให้กำเนิดความแตกต่างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กระทรวงศึกษาธิการจึงต้องควรปรับมาตรฐานข้อสอบวัดวิชาความรู้ (test-based) มาสู่การให้น้ำหนักกับตัวชี้วัดที่ไม่ใช่ทางวิชาการ (non-academic measure) เยอะขึ้น อย่างเช่น อัตราการเข้าชั้นเรียน (attendance rate) หรืออัตราการออกกลางทาง (drop-out rate) ฯลฯ โดยการเก็บข้อมูลตัวชี้วัดกลุ่มนี้ซึ่งสามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อลดภาระหน้าที่อาจารย์ เป็นต้นว่า ใช้ระบบ Google Classroom บันทึกการใช้แรงงาน ซึ่งจะช่วยทำให้ปรับเขตพื้นที่สามารถติดตามและก็ให้การเกื้อหนุนสถานศึกษาได้ตรงกับความปรารถนามากเพิ่มขึ้นด้วย